วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การพัฒนาภูมิปัญญาของมนุษย์


การพัฒนาภูมิปัญญาของมนุษย์


 พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพภายในตนเองที่จะพัฒนาภูมิปัญญาให้มีความหลักแหลม รู้แจ้งเข้าใจในสรรพสิ่ง เข้าใจความเป็นจริงของจิตใจตนเอง เข้าใจความเป็นจริงของโลกและจักรวาล และเข้าใจความเป็นจริงของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันเอง และมนุษย์กับสรรพสิ่งรอบตัว

ดังนั้นจึงเป็นที่น่าเสียดายว่ามนุษย์บางคนประเมินตนเองต่ำเกินไป และคิดว่าตนเองไร้ความสามารถในการสร้างภูมิปัญญา  การคิดเช่นนั้นกลายเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคในการพัฒนาภูมิปัญญา

การพัฒนาภูมิปัญญาเริ่มต้นจากการเข้าใจตนเอง วิเคราะห์ตนเองว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร โดยประเมินอย่างตรงไปตรงมาไม่เข้าข้างตนเอง  และเมื่อเข้าใจตนเองตามความเป็นจริงแล้ว  ก็กำหนดเป้าหมายหรือการวาดภาพตนเองในอนาคตว่า ต้องการเห็นภาพตนเองในอนาคตอย่างไร 

 ภาพในอนาคตเกี่ยวกับตนเองของมนุษย์อาจมีความแตกต่างกัน บางคนหวังเพียงได้รับความสะดวกสบายทางวัตถุ  บางคนคาดหวังที่จะได้รับการยอมรับจากสังคม  บางคนหวังว่าจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในการสร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้น  บางคนหวังว่าจะบรรลุถึงความตระหนักรู้ในตนเองและช่วยให้ผู้อื่นเกิดความรู้แจ้งเช่นเดียวกับตนเอง

เมื่อมีเป้าหมายในอนาคตหรือบางที เรียกว่า วิสัยทัศน์ส่วนบุคคล   สิ่งที่ควรดำเนินการต่อไปคือ การแสวงหาวิธีการเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายเหล่านั้น    การศึกษาและเรียนรู้ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเพื่อที่จะทำให้เราสามารถเลือกและตัดสินใจได้ว่าวิธีการใดมีความเหมาะสมในการนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาภูมิปัญญา

ความมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้ประเสริฐ   มนุษย์เรียนรู้ได้จากการฟัง การอ่าน การคิดวิเคราะห์  การทดลองปฏิบัติ และการประเมินคุณค่า

การฟังหาใช่เป็นเรื่องที่ง่ายดังที่ทุกคนคิดว่าจะเป็น เพราะระหว่างการฟังอาจมีสิ่งมารบกวนที่ทำให้เราไม่สามารถจับใจความสำคัญของเนื้อหาสาระ และรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้พูดได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง

 ความง่วงซึ่งมักจะเกิดขึ้นมากระหว่างการฟังการบรรยายของอาจารย์ในห้องเรียนทำให้เราไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีสติ  เสียงที่ได้ยินผ่านหู ก็จะผ่านไปโดยไม่ความทรงจำใดเกาะติด ตกผลึกอยู่ในจิตสำนึกเลย  

ความอยากพูดคุยกับเพื่อนระหว่างการฟัง   นอกจากจะทำให้ข้อมูลข่าวสารที่ฟังขาดหายไปแล้ว ยังไปรบกวนการฟังของผู้อื่นอีกด้วย    เรียกว่าไม่ได้ทำลายการฟังของตนเพียงผู้เดียวแต่ยังไปทำลายการฟังของผู้อื่นอีกด้วย 

ทั้งความง่วงและการพูดคุยระหว่างการฟัง เป็นภาวะที่บ่งบอกถึงการขาดสติและสมาธิ ซึ่งทำให้การฟังไร้ประสิทธิผล   เกิดความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจคลาดเคลื่อนประเภทฟังไม่ได้ศัพท์จับมากระเดียด    

การฟังด้วยอารมณ์ที่มีอคติทั้งอคติในทางที่ไม่ชอบและอคติในทางที่ชอบ   อคติในทางที่ไม่ชอบทำให้เราปิดกั้นตนเองไม่รับข้อมูลข่าวสารที่ผู้พูดสื่อออกมา ส่วนอคติในทางที่ชอบทำให้เราเชื่อง่ายโดยปราศจากการไตร่ตรองให้รอบคอบต่อข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ

ดังนั้นการฟังที่ดี จะต้องฟังอย่างตั้งใจ จดจ่อจริงจังและปราศจากอคติ หากทำได้ดังนี้ประตูแห่งการพัฒนาภูมิปัญญาก็จะเปิดออกมา



การอ่านก็เป็นวิธีการสำคัญที่ทำให้มนุษย์พัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดด เพราะทำให้เรามีโลกทัศน์และมุมมองกว้างไกล  เข้าใจความคิด เหตุผล และการกระทำของผู้คนอย่างหลากหลาย   การเลือกประเภทหนังสือที่อ่านเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง    แน่นอนว่าหนังสือและตำราเรียนต่างๆเป็นสิ่งที่จำเป็นของมนุษย์ทุกคนในโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะสิ่งเหล่านี้ได้บรรจุภูมิปัญญาและองค์ความรู้ที่สะสมกันมาอย่างยาวนานของมนุษยชาติ

ขณะเดียวกันหนังสืออื่นๆที่ไม่ใช่หนังสือวิชาการ เช่น วรรณกรรมและกวี ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน เพราะช่วยให้จิตปัญญาในระดับลึกได้รับการพัฒนา และยังช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตและอารมณ์เชิงสุนทรียภาพของผู้คน

การอ่านที่ดีมี ๔ ขั้นตอน คือ  ๑ เริ่มจากการอ่านคำนำและสารบัญของหนังสือนั้นเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมและองค์ประกอบของหนังสือ ๒ การอ่านบทนำและบทสรุปของหนังสือ รวมทั้งบทนำและบทสรุปของแต่ละบท เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาสาระหลักแบบสรุปของแต่ละบท  ๓ การอ่านเนื้อหารายละเอียดซึ่งเป็นการทำความเข้าใจรายละเอียดของแต่ละเรื่องในแต่ละบทแต่ละตอน  และ ๔ การอ่านทบทวนสาระหลักอีกครั้งเพื่อทำให้เนื้อหาได้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ    อนึ่งระหว่างการอ่านหากเขียนสรุปเป็น mind map  ก็จะช่วยให้ความจำเนื้อหาดีขึ้น  สะดวกและประหยัดเวลาในการทบทวน



เมื่ออ่านหรือฟังแล้วหากหยุดนิ่งเราก็จะได้เฉพาะสิ่งที่ผู้อื่นได้เคยกล่าวมา เราจึงต้องคิดวิเคราะห์สิ่งที่ฟังและอ่านโดยการใช้เหตุผลและข้อมูลข่าวสารอื่นๆประกอบ  และจะต้องเชื่อมโยงสิ่งที่เรารับเข้ามากับความรู้เดิมที่เรามี เพื่อก่อเป็นความรู้ใหม่ที่ขยายออกไป ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องใช้พลังแห่งการจินตนาการและการสร้างสรรค์  และถือว่าเป็นขั้นสำคัญมากในการพัฒนาภูมิปัญญาของมนุษย์

ความรู้ใหม่ที่ได้มาจะมีคุณค่าต่อมนุษยชาติหรือไม่  เราจะรู้คำตอบนี้ต่อเมื่อนำความรู้ไปทดลองปฏิบัติหากความรู้นี้สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาสร้างความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น หรือช่วยยกระดับจิตใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น ความรู้เช่นนั้นก็เป็นความรู้ที่มีคุณค่า

การพัฒนาภูมิปัญญาของมนุษย์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างนิรันดร์  สายธารนี้จักเคลื่อนตัวไปตลอดอนันตกาลตราบเท่าที่มนุษยชาติยังดำรงอยู่ เพราะในท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายที่สำคัญของมนุษย์คือ การเป็นผู้รู้แจ้งและทรงภูมิปัญญานั่นเอง


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น