วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

พลเเอกสนธิ เอกบุรุษผู้ทำลาย 3 อำนาจอธิปไตย

พลเอกสนธิ เอกบุรุษผู้ทำลาย 3 อำนาจอธิปไตย.  แต่ปริศนาคือ ทำเองหรือตกเป็นเครื่องมือ พลเอกสนธิ บุญรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ขจัดรัฐบาลทักษิณพ้นจากอำนาจในปี 2549. การรัฐประหารครั้งนั้นนับได้ว่าเป็นความผิดพลาดครั้งแรกของพลเอกสนธิ. เพราะ 1. เป็นการขัดขวางพัฒนาการทางการเมืองแบบประชาธิปไตย. โดยที่ตนเองก็ปราศจากเจตจำนงค์ทางการเมืองใดๆในการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยให้ดีขึ้น. จึงเป็นการรัฐประหารแบบลวกๆดิบๆสุกๆ หรือ สุกเอาเผากิน.  เหตุผลที่อ้างในการทำรัฐประหาร ไม่มีเรื่ิองใดเลยที่ได้รับการดำเนินการต่อเนื่องและจริงจัง 2 เป็นต้นเหตุในการสร้างขบวนการทางการเมืองแบบอนาอุปถัมภ์ธิปไตย ขึ้นมาของ กลุ่มคนเสื้อแดง. และทำให้บ้านเมืองต้องประสบกับความวุ่นวายสับสน.  เกิดจลาจลนองเลือด เผาบ้านเผาเมืองหลายครั้งหลายหน. เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องตายพิการและบาดเจ็บ ทั้งยังทำให้สถาบันหลักของบ้านเมืองถูกคุกคามอย่างหนักหน่วง. อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน. รวมทั้งเกิดความเสียหายในกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง ความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 7 ปี ที่ผ่านมาพลเอกสนธิ เป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญมากผู้หนึ่งในเวทีประวัติศาสตร์ไทย แต่ดูเหมือนพลเอกสนธิ จะยังไม่ยอมหยุด และกำลังเดินเกมทางการเมืองที่นำไปสู่การสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศไทยอีกรอบหนึ่ง. อันเป็นความผิดมหันต์ซ้ำซาก. นั่นคือ การเป็นหัวหอกในการเสนอนิรโทษกรรมให้ทักษิณ. ชินวัตร คนที่พลเอกสนธิรัฐประหารนั่นแหละ พลเอกสนธิ อาจเข้าใจไปเองอย่างผิดๆและแก้ตัวกับสังคมว่า การทำเช่นนั้นเป็นการสร้างการปรองดองในสังคม.  แต่คนเขามองเห็นไส้พุงของพลเอกสนธิ   ว่ามีอยู่กี่ขด.  เพราะแท้จริงแล้วพลเอกสนธิเสนอเรื่องปรองดอง นี้เป็นการทำเพื่่อไถ่บาปของตนเองที่ได้กระชากทักษิณลงจากอำนาจ.  พูดง่ายๆก็คือ ทำเพื่อให้ทักษิณ กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการรัฐประหาร. หรือ คืนอำนาจและสถานภาพเดิมให้ทักษิณนั่นเอง แต่พลเอกสนธิ คงไม่รู้ หรือ อาจจะรู้ก็ได้หากยังมีสติปัญญาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง(แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก).  ว่า การกระทำของตนเอง เป็นความผิดซ้ำสอง ที่จะสร้างความเสียหายแก่สังคมไทยยิ่งกว่าการรัฐประหารในครั้งแรกเสียอีก. เพราะการทำครั้งนี้เป็นการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างยับเยิน.  บทบาทของพลเอกสนธิ. จึงเป็นผู้ทำลายอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติในปี 2549. และในปี 2555 เขาจะเป็นผู้ทำลายอำนาจอธิปไตยที่สามคือ อำนาจตุลาการ เขาจึงเป็นบุรุษไทยผู้เดียวที่ ทำลายอำนาจอธิปไตยทั้งสามลงไปอย่างครบครัน ซึ่งไม่เคยมีผู้นำทางการเมืองคนใดในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ทำได้แบบเขามาก่อน น่าทึ่งจริงๆสำหรับคนผู้หนึ่งที่มีอำนาจในการทำลายล้างอย่างนี้. และน่าทึ่งมากๆหากการกระทำของเขา ไม่ได้เกิดจากเจตจำนงค์ของตนเอง.   แต่เกิดจากการบงการของผู้อื่น. อย่างในปี2549 บางครั้งพลเอกสนธิก็พูดเหมือนเป็นนัยๆว่า ตนเองไม่อยากรัฐประหาร. แต่แม้ตายก็บอกไม่ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง.  ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน. ในอนาคตพลเอกสนธิ อาจพูดว่า แท้จริงแล้วตนเองไม่อยากเสนอกฎหมายปรองดอง แต่แม้ตายก็บอกไม่ได้ว่าทำไมต้องเสนอกฎหมายนี้ แต่ไม่ต้องบอกหรอกครับ. คนที่ิเขาติดตามสถานการณ์บ้านเมือง เขามองออกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังพลเอกสนธิคือใคร แต่ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร พลเเอกสนธิ. ย่อมไม่อาจปัดความรับผิดชอบในการสร้างความเสียหายแก่สังคมไทยในช่วงที่ผ่านม่หลายปีนี้ได้. รวมทั้งความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น