วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

การเมืองไทยแห่งยุคระยะเปลี่ยนผ่าน: 2 ชนชั้น 2 ขั้วจุดยืน 3 กลุ่มพลัง และ5 อุดมการ


การเมืองไทยแห่งยุคระยะเปลี่ยนผ่าน:
2 ชนชั้น 2 ขั้วจุดยืน 3 กลุ่มพลัง  และ5 อุดมการณ์ [1]
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

สังคมไทยมีระยะการเปลี่ยนผ่านหลายครั้ง ทุกครั้งที่เกิดห้วงเวลาเช่นนี้ขึ้นมาความสับสนไม่มั่นคงทางสังคม และความหวังก็เกิดขึ้น  หากนับตั้งแต่ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา  ซึ่งเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เพื่อหวังว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบขุนนาง และจบลงด้วยระบอบเผด็จการทหารในพ.ศ. 2501      ระยะการเปลี่ยนผ่านในครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2516  ความคาดหวังก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับครั้งแรกคือประชาชนต้องการเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการทหาร ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย  แต่กลับจบลงด้วยระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ และต่อด้วยระบอบประชาธิปไตยของกลุ่มนายทุนท้องถิ่นในระยะสั้นๆ    ครั้งที่สามเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535  ประชาชนผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลงคาดหวังจะสามารถสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งดูเหมือนฝันจะใกล้ความเป็นจริงเมื่อสามารถผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ขึ้นมาได้  แต่ความยินดีดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะท้ายที่สุดกลับจบลงด้วยระบอบเผด็จการทุนนิยมหรือที่รู้จักกันในนามระบอบทักษิณ
          อีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนต้องเคลื่อนไหวผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่อล้มล้างระบอบทักษิณ และสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของปวงชนอย่างแท้จริงขึ้นมา  ยังไม่ทันที่ประชาชนจะผลักดันให้เกิดความสำเร็จขึ้นมา ก็ปรากฏว่ามีคณะทหารได้เข้ามายึดอำนาจเสียก่อน   อย่างไรก็ตามเนื่องจากเงื่อนไขพื้นฐานของสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2550 มีความแตกต่างจากอดีตเป็นอย่างมาก คณะทหารจึงไม่ใช้อำนาจเผด็จการดังในอดีต แต่กลับหนุนเสริมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว   
          สังคมไทยจึงเกิดรอยต่อแห่งยุคสมัยขึ้นมาอีกครั้ง ความคาดหวังที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาจะบรรลุได้หรือไม่ หรือจะจบลงด้วยระบอบอื่นๆดังที่เกิดขึ้นมาในอดีต ยังคงเป็นปมปริศนาสำหรับผู้คนในยุคปัจจุบัน   
          ความเป็นจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ไทยคือ ระยะช่วงรอยต่อของยุคสมัยทุกครั้งสังคมจะมีความสับสน  เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นมา  ประชาชนที่อยู่ในกระแสความขัดแย้งมีจำนวนมากที่ต้องล้มตาย หรือไม่ก็บาดเจ็บ พิการไปก็มี   การเปลี่ยนผ่านในระยะนี้ก็เช่นเดียวกันร่องรอยความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา แม้ว่าหากเทียบกับอดีตแล้วจะมีความรุนแรงน้อยกว่าก็ตาม
          ข้อสังเกตประการหนึ่งของความขัดแย้งในครั้งนี้คือ ขอบเขตของความขัดแย้งที่มีมากกว่าความขัดแย้งในอดีต  จนกล่าวได้ว่าความขัดแย้งในครั้งนี้แผ่กว้างและซึมลึกไปทั่วทุกอาณาบริเวณของสังคมทั้งในเมืองและชนบท    ครอบคลุมผู้คนในแทบทุกวงการตั้งแต่ชนชั้นนำในส่วนกลาง ลงไปถึงชาวบ้านในท้องถิ่น  สภาพความเป็นขั้วขัดแย้งตามสภาพจุดยืนทางการเมืองของแต่ละกลุ่มและพื้นที่มีการแยกแยะกันอย่างเห็นได้ชัด   ภาพแผนที่ประเทศไทยที่ปรากฏขึ้นในช่วงการลงประชามติได้ยืนยันความเป็นจริงนี้ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง   การสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้บรรลุเป้าประสงค์ได้ง่าย ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ลงมือกระทำก็ตาม
          เพื่อทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันให้กระจ่างขึ้น ผู้เขียนจะวิเคราะห์จำแนกแยกแยะปรากฏการณ์ทางสังคมการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะนี้โดยละเอียด โดยจะชี้ให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของสองชนชั้นใหญ่ในสังคม  สองขั้วจุดยืนทางการเมือง  สามกลุ่มพลังหลักที่ขับเคลื่อนสังคมไทย และห้าอุดมการณ์ที่เป็นรากฐานทางความเชื่อของสังคม
            
2 ชนชั้น
          หากจำแนกสังคมไทยในปัจจุบันตามลักษณะทางชนชั้น กล่าวอย่างกว้างๆได้ว่า สังคมไทยมีสองชนชั้นหลักคือชนชั้นกลาง และชนชั้นชาวบ้าน     ชนชั้นกลางเป็นกลุ่มบุคคลที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง  ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี  อาศัยอยู่ตามเขตเมืองหรือเขตเทศบาลเป็นหลัก  และมีหลากหลายอาชีพ เช่น ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย   ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับกลาง   พนักงานเอกชนระดับกลาง  และผู้ประกอบอาชีพอิสระอื่นๆ เป็นต้น   ส่วนชนชั้นชาวบ้านเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาไม่สูงนัก  ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน  อาศัยในชุมชนชนบทหรือชุมชนแออัดในเขตเมือง  ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม และเป็นผู้ใช้แรงงาน เป็นหลัก
          การมีเงื่อนไขเชิงภววิสัยเช่นนี้ ทำให้ชนชั้นกลางมีความเป็นตัวของตัวเองหรือมีลักษณะเป็นปัจเจกชนค่อนข้างสูง   มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารมาก   และมีการตัดสินใจทางการเมืองที่ค่อนข้างเป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำหรือครอบงำจากกลุ่มทุน รัฐ และผู้มีอิทธิพลอื่นๆ    ในทางตรงกันข้ามชนชั้นชาวบ้านมีลักษณะความเป็นปัจเจกชนต่ำ  มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจำกัด   การตัดสินและการกระทำมีแนวโน้มตกอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มทุน  ระบบอุปถัมภ์   รัฐ และผู้มีอิทธิพลอื่นๆ ที่เข้าไปควบคุมและชี้นำ
          วัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นทั้งสองมีความแตกต่างกันซึ่งเป็นผลมาจากสภาพความเป็นจริงทางสังคมที่พวกเขามีประสบการณ์โดยตรง ชนชั้นกลางมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย  ขณะที่ชนชั้นชาวบ้านมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอำนาจนิยม   วัฒนธรรมทางการเมืองทั้งสองนี้ทำให้ทั้งสองกลุ่มมีการกระทำทางการเมืองและการแสดงจุดยืนต่อระบอบทักษิณแตกต่างกัน  ชนชั้นกลางมีจุดยืนที่ปฏิเสธระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นระบอบการเมืองแบบผูกขาดอำนาจหรือเป็นเผด็จการทุนนิยม   ขณะที่ชนชั้นชาวบ้านมีจุดยืนทางการเมืองที่สนับสนุนระบอบทักษิณ เพราะโดยพื้นฐานวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมนั้น ทำให้ชาวบ้านมีจิตสำนึกที่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ ผนวกกับการที่ระบอบทักษิณสร้างภาพลวงตา โดยหยิบยื่นผลประโยชน์เฉพาะหน้าให้กับชาวบ้าน  ปลูกฝังระบบคิดการพึ่งพา  สร้างความเข้าใจผิดอย่างเป็นระบบว่าประชาธิปไตยของพวกเขาเป็น ประชาธิปไตยที่กินได้  ซึ่งอันที่จริงแล้วผู้ที่ ได้กินก็เป็นเพียงเครือข่ายหัวคะแนนของพวกเขาเท่านั้น ขณะที่ชาวบ้านส่วนใหญ่หาได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงไม่ หรืออาจได้บางส่วนในลักษณะ เศษเนื้อข้างเขียง มีตัวอย่างมากมายจากผลของนโยบายที่ดำเนินการในรัฐบาลทักษิณที่มีลักษณะเช่นนี้ เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นโยบาย OTOP นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เป็นต้น    แต่เนื่องจากเครือข่ายหัวคะแนนของพวกเขาเป็นชนชั้นนำในหมู่บ้านหรือตำบลซึ่งมีอิทธิพลทางความคิดต่อชาวบ้านทั่วไป เมื่อพวกเขาได้รับประโยชน์จากระบอบทักษิณ พวกเขาก็กลายเป็นกระบอกเสียงและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงามราวกับนักบุญของระบบอบทักษิณขึ้นมา ทำการตอกย้ำ ผลิตซ้ำความคิดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งชาวบ้านเกิดความเข้าใจผิดอย่างเป็นระบบ เกิดจิตสำนึกที่ผิดพลาดขึ้นมา  โดยหลงคิดและรู้สึกไปว่าระบอบทักษิณเป็นระบอบที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น
          การดำรงอยู่ของสองชนชั้นสองวัฒนธรรมทางการเมืองนี้ เป็นปรากฏการณ์สำคัญของระยะการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่จะชี้ขาดพัฒนาการทางการเมืองต่อไปในอนาคต
         
          2 ขั้วจุดยืนทางการเมือง
            ในส่วนนี้ผู้เขียนจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของการสร้างระบอบทักษิณ การดำรงอยู่และการเสื่อมถอยของมัน  จนกระทั่งทำให้เกิดสองขั้วจุดยืนทางการเมือง
ระบอบทักษิณ ถือกำเนิดจากกลุ่มทุนโทรคมนาคมและทุนอื่นๆที่เป็นแนวร่วม กลุ่มนี้เป็นกลุ่มทุนใหม่ที่เริ่มเติบโตขึ้นมาประมาณปี 2531  พวกเขาอาศัยธุรกิจการสื่อสารและโทรคมนาคมเป็นช่องทางในการหารายได้และการสะสมทุน ทักษิณ ชินวัตร เป็นแกนนำหลักของกลุ่มนี้  ทักษิณมีความสามารถในการสร้างภาพลักษณ์สูง รู้จักการใช้ประโยชน์การสื่อมวลชนอย่างเชี่ยวชาญ  สังคมส่วนใหญ่รับรู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีและเก่ง จนกระทั่งผู้นำทางการเมืองคนสำคัญคือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ชักชวนเข้าพรรคพลังธรรม การเข้าพรรคพลังธรรมของเขาเปิดโอกาสให้เขาได้รู้จักนักการเมืองหลายคนที่เป็นอดีตฝ่ายซ้ายเก่า บุคคลเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงานมวลชน ทั้งในการสร้างกระแสสำนึกและการระดมจัดตั้ง อันเป็นวิชาการที่ได้รับมาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต
ต่อมาเมื่อไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพรรคพลังธรรมในทางการเมือง พวกเขาก็ทิ้งพรรคนี้ไป สาเหตุสำคัญคือพรรคพลังธรรมยึดหลักไม่ใช้เงินในการหาเสียงและหาคะแนนเสียง ทำให้เกิดข้อจำกัดในการขยายฐานทางการเมืองของกลุ่มทุนกลุ่มนี้  พวกเขาจึงหันไปสร้างพรรคใหม่ชื่อไทยรักไทย ขึ้นมา  โดยยึดหลักการในการทำงานว่า ต้องทำภาระกิจให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดๆก็ตาม  
พรรคไทยรักไทยจึงใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ซึ่งประกอบด้วย 1) การมีทุนอย่างไม่จำกัด 2) การมีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย 3) การมีบริษัทโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นของตนเอง  4) การมีทรัพยากรบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีเป็นสมาชิกระดับแนวหน้าของพรรค 5) การมีทรัพยากรบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญการกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การรณรงค์ การจัดตั้ง และการระดมมวลชน  และ 6) การมีอดีต ส.ส. ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการหาคะแนนเสียงในทุกรูปแบบ   เป็นฐานในการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของพรรค ผลิตนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของชนชั้นชาวบ้าน  และสร้างระบบการจัดตั้งระดมคะแนนเสียง ขึ้นมาภายในเวลาอันรวดเร็ว 
แนวทางหลักสำคัญ 3 ประการ ที่กลุ่มนี้ผลิตและใช้เพื่อก้าวสู่อำนาจคือ 
1) การใช้สื่อมวลชนและการโฆษณาชวนเชื่อ   เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่า ตนเองและพวกพ้องเป็นกลุ่มที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และสามารถนำพาประเทศแข่งขันในเวทีโลกได้   ภาพลักษณ์เช่นนี้สร้างเพื่อดึงคะแนนเสียงจากชนชั้นกลาง ซึ่งปรากฏว่าได้ผล โดยทำให้ชนชั้นกลางจำนวนมากให้การสนับสนุนพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 และ  2548
          2) การใช้นโยบายประชานิยม  ซึ่งเป็นนโยบายที่ให้ผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้นแก่ชนชั้นชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรมในการรณรงค์หาเสียง เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นต้น  ขณะเดียวกันเขาก็ผลิตนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางด้วย โดยประกาศอย่างน่าเชื่อถือว่า จะทำสงครามกับยาเสพติด และการคอรัปชั่น   จึงทำให้ชนชั้นชาวบ้าน และชนชั้นกลางสนับสนุนเขาเป็นจำนวนมาก
          3) การใช้กลไกระบอบอุปถัมภ์อำนาจนิยม   กลุ่มทุนกลุ่มนี้ได้กวาดต้อนบรรดานักการเมืองที่มีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ในท้องถิ่นเข้ามาอยู่ในพรรคของตนเองเป็นจำนวนมาก ใช้นักการเมืองเหล่านี้เป็นเป็นฐานในการสร้างคะแนนนิยมในชนบทโดยสนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้การหาเสียงและระดมคะแนนเสียง ทำให้พวกเขาสามารถได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมาก

เมื่อได้อำนาจมาครอบครอง ในระยะแรกของการบริหารประเทศก็ดูเหมือนว่าจะได้รับการชื่นชมจากแทบทุกชนชั้น  พวกเขาเริ่มต้นสร้างระบอบทักษิณขึ้นมาอย่างช้าๆทีละขั้นทีละตอน  เริ่มตั้งแต่ การแทรกแซงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากคดีซุกหุ้น  การกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นการทำลายระบบศาลรัฐธรรมนูญ และส่งผลให้ความเชื่อถือของสาธารณะต่อศาลรัฐธรรมนูญลดลง  ต่อมาได้มีการสถาปนาระบอบทักษิณขึ้นมาอีกในหลายกรรมหลายวาระ เช่นการสั่งให้มีการปราบปรามเรื่องยาเสพติดอย่างเด็ดขาด รัฐตำรวจถูกสร้างขึ้นมา มีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ความหวาดกลัวกระจายไปทั่วทุกหัวระแหง
จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าแทรกแซงและยึดอำนาจจากสถาบันหลักทางการเมือง ตลอดจนองค์กรอิสระแทบทุกองค์กร   เขากวาดต้อนสมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากเข้ามาอยู่ในเครือข่าย และกำหนดให้เลือกบุคคลที่เขาสั่งได้เป็นประธานวุฒิสภา จากนั้นกำหนดให้บุคคลที่เขาสั่งได้เช่นกันเป็นคณะกรรมการเลือกตั้ง  และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ในอีกด้านหนึ่งระบอบทักษิณได้เข้าไปควบคุมระบบราชการ มีการปฏิรูประบบราชการ ใช้ระบบการบริหารงานแบบเอกชนไปใช้ในส่วนราชการทุกแห่ง ใช้ระบบการโยกย้ายแบบเถ้าแก่ แทนที่จะเป็นระบบคุณธรรม ทำเกิดความโกลาหล ความเครียดและความขัดแย้งในแวดวงข้าราชการอย่างไม่เคยมีมาก่อน  ทำให้ข้าราชการที่ดีจำนวนมากลาออกจากราชการเนื่องจากไม่อาจทนอยู่กับพฤติกรรมของบุคคลในระบอบนี้ได้
          ทางด้านมวลชน พวกเขาใช้สื่อมวลชน จัดสภาพและบริหารกระแสอารมณ์ความรู้สึกของสาธารณะอย่างเป็นระบบ  มีการสร้างข่าวลวงเพื่อกลบเกลื่อนเสียงวิพากษ์วิจารณ์  มีการสร้างสร้างข่าวใหม่ในเชิงจิตนิยายเพื่อสร้างความตื่นเต้นแก่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ
          ด้านพรรคการเมือง พวกเขายื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้แก่พรรคการเมืองที่ไม่ยอมสยบต่อพวกเขา เพื่อให้พรรคการเมืองเหล่านั้นยุบพรรครวมกับพรรคไทยรักไทย  ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้นี้รวมไปถึงผลประโยชน์ และการใช้หลักฐานบางประการเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้นำพรรคการเมืองบางพรรค ซึ่งหากหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคนั้นไม่ยินยอมยุบพรรคก็จะถูกเล่นงานโดยกฎหมาย
          ด้านสื่อมวลชน เขาเข้าไปทำการซื้อสื่อมวลชนเป็นพวก หากใครไม่ยอมสนับสนุนเขา ก็จะไม่สนับสนุนงบประมาณในการลงโฆษณา รวมทั้งสั่งการหน่วยงานของรัฐไม่ให้ลงโฆษณาในสื่อเหล่านั้น  และหากสื่อมวลชนกลุ่มใดยังแข็งข้อเป็นปรปักษ์ เขาก็ใช้อำนาจสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เข้าไปตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินของบุคคลเหล่านั้นไว้
          ด้านผู้ร่วมงาน หากผู้ร่วมงานของเขาผู้ใดมีกระแสนิยมที่อาจจะเด่นกว่าเขา ก็จะถูกลิดรอนและลดบทบาทลงไป ดังที่เกิดขึ้นกับ ศาสตราจารย์ ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
 เมื่อเขาควบคุมกลไกต่างๆเหล่านี้ไว้ได้แล้ว  การกระทำของพวกเขาก็มีความเหิมเกริมและลุแก่อำนาจมากขึ้น  มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องเป็นจำนวนมาก  รวมทั้งมีการเรียกรับผลประโยชน์เกิดการคอรัปชั่นขึ้นมากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในปะเทศไทย ดังจะเห็นได้จากเรื่องที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำผิดต่อรัฐ (คตส.)ที่เข้าไปตรวจสอบและไต่สวนจำนวนมีจำนวนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องนับแสนล้าน ในที่สุด คตส. ได้ประกาศอายัดทรัพย์สินของทักษิณประมาณห้าหมื่นล้านบาทในช่วงกลางปี 2550 
         
แม้ว่าพวกเขาจะมีความสามารถในการควบคุมกลไกทางสังคมและการเมืองได้แทบทั้งหมด  แต่ไม่อาจควบคุมปัญญาชนของชนชั้นกลางได้    การกระทำที่ลุแก่อำนาจ ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิมนุษยชน และฉ้อฉลคอรัปชั่น เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชนชั้นกลางที่มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ลุกขึ้นมาต่อต้านระบอบทักษิณอย่างเปิดเผย โดยเริ่มจากการผลิตหนังสือรู้ทันทักษิณขึ้นมาก่อน แต่ยังไม่อาจสร้างความกระทบกระเทือนต่อระบอบทักษิณได้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างความสั่นคลอนแก่ระบอบทักษิณคือ การเกิดขึ้นของ ปรากฏการณ์สนธิ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เว็ปไซด์ผู้จัดการ และโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียม ASTV  เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ที่จัดในสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 จนถูกถอดรายการออกไป หลังจากนั้นนายสนธิ ก็ได้เคลื่อนไหวจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร โดยใช้สวนลุมพินีเป็นสถานที่จัดรายการและถ่ายทอดผ่าน ASTV ผู้คนชนชั้นกลางได้เริ่มสนใจและติดตามข่าวสารจากรายการของนายสนธิมากขึ้น ในรายการมีการเปิดโปงการทุจริตของระบอบทักษิณหลายเรื่อง รวมทั้งการกระทำที่ไม่บังควรต่อองค์สมเด็จพระสังฆราชของบุคคลในระบอบทักษิณ 
ในที่สุดนายสนธิ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับไล่ระบอบทักษิณออกจากการเมืองไทย  การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นกลายครั้งหลายคราตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นมา ยิ่งจำนวนครั้งของการเคลื่อนไหวมีมากเท่าไร คลื่นของประชาชนที่ร่วมการประท้วงก็มีมากขึ้นเท่านั้น บุคคลที่เข้าร่วมการประท้วงประกอบด้วยชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จนในที่สุดกระแสการขับไล่ทักษิณได้แผ่ขยายออกไปทั่วทุกปริมณฑลของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองซึ่งเป็นฐานของชนชั้นกลาง
          แรงกดดันที่ประชาชนออกมาขับไล่ทักษิณ ให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีมากขึ้น จนกระทั่งทำให้ทักษิณต้องประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ด้วยมีความเชื่อมั่นว่า ประชาชนชนชั้นชาวบ้านยังสนับสนุนพรรคไทยรักไทย เมื่อมีการเลือกตั้งพรรคไทยรักไทยก็จะได้รับเลือกกลับมาด้วยเสียงข้างมาก อันเป็นการสร้างความชอบธรรมในการครองอำนาจของพวกเขาสืบไป
          การดีดลูกคิดรางแก้วของทักษิณ ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อพรรคการเมืองอื่นๆต่างพากันประกาศบอยคอต ไม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วมการเลือกตั้ง  จนทำให้ผู้บริหารพรรคไทยรักไทยต้องลงมือปฏิบัติการว่าจ้างพรรคการเมืองอื่นให้สมัครลงแข่งขัน โดยเฉพาะในเขตที่เป็นฐานคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์  การกระทำในครั้งนั้นของพรรคไทยรักไทยเป็นเหตุให้ตุลาการรัฐธรรมนูญพิพากษายุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิการเลือกตั้งของคณะกรรมการพรรคไทยรักไทยทั้งหมดจำนวน 111 คน ในภายหลัง
          การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้มีสิทธิในการเลือกตั้งออกมาลงคะแนนเสียง ไม่เลือกผู้สมัครคนใด เป็นจำนวนนับสิบล้านคน ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้คือ กลุ่มชนชั้นกลางที่ ไม่เอาระบอบทักษิณ นั่นเอง
          การเลือกตั้งจอมปลอมเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จึงเป็นตัวบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า สังคมไทยได้แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว  คือขั้วที่ไม่เอาระบอบทักษิณ  กับขั้วที่เอาระบอบทักษิณ   โดยขั้วแรกมีองค์ประกอบหลักคือชนชั้นกลาง    ขณะที่ขั้วที่เอาระบอบทักษิณมีชนชั้นชาวบ้านเป็นองค์ประกอบหลัก
          หลังการเลือกตั้งจอมปลอมครั้งนั้น การต่อสู้ระหว่าง 2 ขั้ว ยิ่งทวีความหนักหน่วงและแหลมคมยิ่งขึ้น จนมีแนวโน้มว่าอาจมีการปะทะกัน  แต่ก่อนที่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นมาอีกครั้งในสังคมไทย ทุกอย่างก็จบลงโดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อ เมื่อทหารเข้ามายึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ส่งผลให้ระบอบทักษิณต้องล่มสลายลงชั่วคราว และทำให้ทักษิณต้องไปอยู่ในต่างประเทศ 
           แต่กระนั้นสภาพกลุ่มพลัง 2 ขั้วการเมืองหาได้หายไปพร้อมกับการหลุดจากอำนาจของทักษิณไม่  ขั้วจุดยืนที่สนับสนุนทักษิณยังดำรงอยู่ โดยทักษิณ บริวาร และเครือข่ายของเขาดำเนินการเคลื่อนไหวเพื่อกระชับรักษาฐานกำลังของตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยเครือข่ายของอดีตส.ส. ที่เคยสังกัดพรรคไทยรักไทย  เป็นกลไกหลักในการประสานและเชื่อมต่อกับมวลชน   ขณะเดียวกันขั้วที่ไม่เอาทักษิณ อันได้แก่เครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมี ASTV เป็นกลไกในการเชื่อมโยง และต่อมาได้แปรสภาพเป็นมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน   ก็ยังคงดำเนินงานเปิดโปงระบอบทักษิณต่อไป   นอกจากนั้นผลจากการรัฐประหารที่มีทหารเป็นแกนนำ ทำให้ระบบราชการหลุดพ้นจากการครอบงำของระบอบทักษิณ  กลายเป็นกลุ่มพลังที่รื้อฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
         
3 กลุ่มพลัง
สภาพกลุ่มพลังหลักทางการเมืองภายหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 จึงประกอบด้วย 3 กลุ่มพลังหลัก คือ กลุ่มพลังเครือข่ายระบอบทักษิณที่มีฐานเป็นชนชั้นชาวบ้าน   กลุ่มพลังเครือข่ายไม่เอาระบอบทักษิณซึ่งมีฐานเป็นชนชั้นกลาง  และกลุ่มพลังระบบราชการที่มีทหารเป็นแกนหลัก  
การลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 เป็นการทดสอบพลังครั้งแรกของกลุ่มพลังทั้งสาม   กลุ่มพลังเครือข่ายระบอบทักษิณ ประกอบด้วยอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย นักวิชาการบางส่วน  กลุ่มศาสนาพุทธหัวรุนแรง และกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร  เคลื่อนไหวมวลชนเพื่อไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ   เครือข่ายเหล่านี้   อาศัยเงินและระบบอุปถัมภ์ ระดมชนชั้นชาวบ้านออกมาลงคะแนนเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ  ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวโดยใช้สื่อมวลชนและการเคลื่อนไหวเชิงลึก รณรงค์ทำลายความน่าเชื่อถือรัฐธรรมนูญ  โดยการปล่อยข่าวลือ บิดเบือนเนื้อหารัฐธรรมนูญโดยใช้ตรรกะที่ผิดๆ เช่น การไม่รับรัฐธรรมนูญเท่ากับการล้มรัฐประหาร  หรือ หากรับรัฐธรรมนูญจะไม่มีศาสนาพุทธอีกต่อไป เป็นต้น    ด้วยความไร้เดียงสาและขาดข้อมูลข่าวสารของประชาชนชาวบ้าน  จึงมีชาวบ้านจำนวนมากที่คล้อยตามและลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีผู้ไม่รับร่างอยู่ระหว่าง ร้อยละ 60 ถึง 70 ของผู้มาใช้สิทธิในหลายจังหวัด  และภาคเหนือปรากฏการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นในทำนองเดียวกันแต่ระดับความรุนแรงไม่มากเท่า  
ขณะที่กลุ่มพลังเครือข่ายไม่เอาระบอบทักษิณประกอบด้วย อดีตพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักวิชาการบางส่วน  พรรคการเมืองบางพรรค เช่น ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และประชาราช เป็นต้น   การเคลื่อนไหวของพลังกลุ่มนี้ในการรณรงค์เพื่อให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เข้มข้นนักเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวของเครือข่ายระบอบทักษิณ   อย่างไรก็ตามเนื่องจากฐานพลังหลักของกลุ่มนี้เป็นชนชั้นกลางในเขตเมือง ซึ่งมีการติดตามข่าวสารมากกว่าชนชั้นชาวบ้าน  พวกเขาจึงมีความเข้าใจในรัฐธรรมนูญมากกว่าชาวบ้าน  ทำให้ผลของประชามติในภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ มีผู้รับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าผู้ไม่รับ และชนชั้นนี้เป็นพลังหลักในการทำให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ
ส่วนกลุ่มพลังระบบราชการ ซึ่งมีรัฐบาลและทหารเป็นแกนนำ ก็ได้มีการเคลื่อนไหวในบางระดับ แต่ดูเหมือนไม่ทุ่มเทพลังอย่างเต็มที่  อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในลักษณะกล้าๆกลัวๆ ไม่กล้าชี้นำทางความคิดแก่ประชาชนมากนัก   ส่วนการเคลื่อนไหวในระดับลึกแม้ว่าจะมีการสั่งการให้กลไกระดับพื้นที่เคลื่อนไหว  แต่การตอบสนองก็มีไม่มากนัก เพราะข้าราชการบางส่วนในระดับพื้นที่โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ยังฝักใฝ่ระบอบทักษิณ  พลังในการต่อสู้ช่วงชิงมวลชนจึงไม่อาจเทียบกับเครือข่ายอุปถัมภ์ของระบอบทักษิณได้ การพ่ายนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและหลายจังหวัดในภาคเหนือเป็นสิ่งที่ยืนยันความจริงดังกล่าว
          การลงประชามติ เป็นเพียงการต่อสู้ยกแรกของสงครามช่วงชิงประเทศในระยะนี้ ยังไม่อาจตัดสินได้อย่างชัดเจนว่า การต่อสู้ในครั้งต่อไปซึ่งได้แก่การเลือกตั้ง พลังใดจะเป็นฝ่ายมีชัย  แต่การได้รับชัยชนะในการลงประชามติในครั้งนี้ ก็เป็นการเปิดเวทีให้กับฝ่ายพลังชนชั้นกลางในการเข้ามาตรวจสอบการบริหารงานการเมืองและการบริหาราชการในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมเสรีภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชนในเวทีการบริหารการเมือง ขณะเดียวกันก็มีการลดอำนาจรัฐและทุนลงไป

5 อุดมการณ์
          ในท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองระยะนี้  แม้ว่าด้านหนึ่งจะเป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง  แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน  อุดมการณ์ที่ต่อสู้ช่วงชิงในสนามการเมืองมี 5 อุดมการณ์หลักคือ

1)      อนุรักษ์นิยมใหม่(Neo-Conservative) มีความเชื่อว่า โลกาภิวัฒน์นำมาซึ่งความมั่งคั่ง กำแพงภาษีระหว่างประเทศควรถูกกำจัด เปิดโอกาสให้ทุนไหวเวียนอย่างเสรี และหลักคิดการบริหารธุรกิจภาคเอกชนเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพ  กลุ่มการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบนี้คือกลุ่มทุนใหม่ซึ่งมีทุนโทรคมนาคมเป็นแกนนำ  พรรคการเมืองที่กลุ่มผู้บริหารพรรคมีอุดมการณ์นี้คือ อดีตพรรคไทยรักไทย ซึ่งกลายสภาพเป็นพรรคพลังประชาชนในเดือนสิงหาคม 2550  อย่างไรก็ตามบุคคลที่มีอุดมการณ์เช่นนี้แทรกซึมอยู่แทบทุกพรรคการเมือง แม้ว่าจะมีระดับความมากน้อยและความเข้มข้นในเชิงอุดมการณ์แตกต่างกันบ้าง
2)      อุดมการณ์อุปถัมภ์นิยม (Clientelism)  เป็นอุดมการณ์หลักที่ครอบงำสังคมการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ในระยะหลังความเข้มข้นของอุดมการณ์นี้ลดลงในกลุ่มชนชั้นกลาง แต่ยังคงมีความเข้มข้นในกลุ่มชนชั้นชาวบ้านและชนชั้นนำทางการเมือง   ชนชั้นนำทางการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น อาศัยอุดมการณ์อุปถัมภ์เป็นกลไกในการสร้างเครือข่ายหัวคะแนนและจัดตั้งมวลชนในชนบทให้มาสนับสนุนตนเองเมื่อเกิดกรณีการต่อสู้ทางการเมืองทั้งในเรื่องการเลือกตั้ง และการชุมนุมประท้วง  อุดมการณ์นี้แทรกซึมอยู่ทุกพรรคการเมือง ทั้งพรรคใหญ่บ้าง พรรคเล็กบ้าง  แต่จะมีมากในพรรคที่ถูกจัดตั้งโดยกลุ่มอดีต ส.ส.ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3)      อุดมการณ์อนุรักษ์นิยมดั้งเดิม(Traditional Conservative)   เชื่อในเรื่อง การรักษาสถานภาพเดิมของสังคม เชิดชูความมั่นคงสถาบันหลักของสังคม  กลุ่มที่ดำรงอุดมการณ์แบบนี้คือ กลุ่มทุนเก่า เช่น ทุนการเงิน และอุตสาหกรรมหนักบางประเภท กลุ่มข้าราชการส่วนใหญ่  บางครั้งกลุ่มนี้ได้รับการเรียกว่า เป็นกลุ่มอำมาตยาธิปไตย  กลุ่มนี้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายชี้นำสังคมไทยมายาวนาน  แต่บทบาทเริ่มลดลงเมื่อมีการปฏิรูปการเมืองในปี 2540 และในเวลาต่อมาได้ถูกสั่นคลอนอย่างหนักจากระบอบทักษิณซึ่งนำพาอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมใหม่เข้ามาจัดการภายในระบบราชการ พรรคการเมืองที่มีแนวโน้มยึดถือในอุดมการณ์นี้คือ พรรคชาติไทย และพรรคประชาราช เป็นต้น
4)      อุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย (Liberal Democracy)   มีความเชื่อพื้นฐานว่า เสรีภาพและความเป็นปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่มีคุณค่าของมนุษย์ กลุ่มที่มีแนวคิดเช่นนี้คือกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งประกอบด้วยพ่อค้า นักธุรกิจรายย่อย ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับกลาง  พนักงานเอกชนระดับกลาง และผู้ประกอบอาชีพอิสระทั้งหลาย   กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นภายหลังปี 2540 และขยายตัวจนกลายเป็นพลังในการต่อต้านระบอบทักษิณ   พรรคการเมืองที่อาจถือได้ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มอุดมการณ์นี้ คือพรรคประชาธิปัตย์    
5)      อุดมการณ์การประชาสังคมประชาธิปไตย (Civil Society Democracy)  มีความเชื่อว่า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทุกระดับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับสังคม   กลุ่มที่นำอุดมการณ์นี้ไปปฏิบัติการทางการเมืองคือ กลุ่มองค์การพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และนักการเมืองบางกลุ่ม   กลุ่มนี้มีความมุ่งหมายที่จะผลักดันให้สังคมเป็นสังคมแห่งการมีส่วนร่วม โดยให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งตนเอง และสามารถบริหารจัดการชุมชนด้วยตนเองได้  ปัจจุบันยังไม่มีพรรคการเมืองใดที่ใช้อุดมการณ์นี้ไปปฏิบัติการทางการเมือง

อนาคตการเมืองไทยในท่ามกลางความขัดแย้ง
            จากสภาพการที่เป็นจริงทางสังคมการเมืองดังที่ได้วิเคราะห์มาข้างต้น  สามารถสรุปแนวโน้มการเมืองไทยในอนาคตได้ดังนี้  
1)                  การต่อสู้ทางการเมืองมีความเข้มข้นขึ้น  ปริมาณกลุ่มและสถาบันของสังคมจะเข้าสู่สนามการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้น และเกิดขึ้นในทุกระดับทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
2)                  การเสื่อมศรัทธาต่อสถาบัน    ทั้งสถาบันทางการเมือง สถาบันการบริหาร สถาบันองค์การตรวจสอบอิสระ สถาบันทางสังคม   การเสื่อมศรัทธาต่อสถาบันเหล่านี้เกิดมาจากในระยะสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา สถาบันเหล่านี้โดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง บริหาร และองค์กรอิสระได้ถูกแทรกแซงและทำลายความเที่ยงธรรมโดยระบอบทักษิณ การรื้อฟื้นศรัทธาขึ้นมาอีกครั้งจึงเป็นภาระที่หนักหน่วงของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในขณะนี้และในระยะต่อไป
           สถาบันทางสังคม โดยเฉพาะสถาบันทางศาสนาซึ่งได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการบรรจุประโยค ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย ลงในรัฐธรรมนูญ วิธีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของคณะสงฆ์กลุ่มหนึ่งได้สร้างภาพลักษณ์เชิงลบเกิดขึ้นแก่สาธารณชน  เพราะมีการกระทำทางสังคมหลายประการของสงฆ์บางส่วนที่สังคมชาวพุทธไม่อาจยอมรับได้

สถาบันที่ประชาชนให้ความเชื่อถือสูงอยู่บ้างก็คือ สถาบันตุลาการซึ่งกลายเป็นเสาหลักในการค้ำยันวิกฤติของสังคมไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตามก็ยังมีข่าวที่อาจมีการสร้างความเสื่อมเสียแก่สถาบันนี้อยู่บ้าง ด้วยการกระทำของบุคคลบางในสถาบันที่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคการเมือง
         3) ความไร้เถียรภาพของรัฐบาล   เป็นที่คาดการได้ว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 จะเป็นรัฐบาลผสม   สภาพของรัฐบาลที่มีความเป็นไปได้มีหลายลักษณะ
          3.1) แบบแรก มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคชาติไทย พรรคประชาราช และพรรคการเมืองที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม ร่วมรัฐบาล โดยมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี   อย่างไรก็ตามรูปแบบได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันยังขาดบารมีทางการเมือง หากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ยากที่จะควบคุมสถานการณ์ให้ราบรื่นได้  ส่งผลให้เกิดการต่อรองตำแหน่ง และผลประโยชน์ จนเป็นเหตุให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพในระยะเวลาอันสั้นๆ
          3.2) แบบที่สอง มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคชาติไทย พรรคประชาราช และพรรคการเมืองที่แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทยเดิม ร่วมรัฐบาล แต่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่หัวหน้าพรรค แต่อาจเป็นนายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคซึ่งเป็นบุคคลที่มีบารมีทางการเมืองสูงและเป็นที่ยอมรับของสาธารณชนจำนวนไม่น้อย รูปแบบนี้รัฐบาลอาจมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ก็ไม่ยั่งยืนนัก
         3.3) แบบที่สาม จัดตั้งรัฐบาลผสมโดยที่บุคคลในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี  แต่อาจเป็นหัวหน้าพรรคอื่น เช่นพรรคชาติไทยเป็นนายกรัฐมนตรี แต่รูปแบบนี้อาจทำให้พรรคประชาราชไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลก็ได้  และแม้ตั้งรัฐบาลขึ้นได้ก็มีความไร้เสถียรภาพสูงเช่นเดียวกัน
       3.4) รูปแบบที่สี่ จัดตั้งรัฐบาลผสมที่ไม่ใช่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ โดยมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีอาจเป็นหรือไม่เป็นหัวหน้าพรรคก็ได้  เช่น กรณีพรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง หรือพรรคชาติไทย หรือพรรคของอดีตอาจมีบุคคลที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคมอยู่ในพรรค และอาจได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้  อย่างไรก็ตามการมีรัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีที่สังคมยอมรับแต่ขาดบารมีในพรรคก็จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้สูงเช่นเดียวกัน
      3.5) รูปแบบที่ห้า รัฐบาลผสมที่มีพรรคนายสมัคร เป็นแกนนำ และมีกลุ่มอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยที่ไปจัดตั้งพรรคอื่นเป็นพรรครัฐบาลผสม โดยมีนายสมัคร เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่เกิดขึ้นก็มีความไร้เสถียรภาพสูงเช่นเดียวกัน สืบเนื่องจากบุคลิกของนายสมัคร และการไม่ยอมรับของสังคม รูปแบบนี้จะทำให้สังคมมีความแตกแยกอย่างรุนแรง
     3.6) รูปแบบที่หก รัฐบาลผสมที่ประกอบด้วยพรรคนายสมัคร และพรรคอื่นที่เป็นอดีตส.ส.ไทยรักไทย แต่มีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลที่เกิดขึ้นหากพิจารณาปัจจัยภายในอาจมีเสถียรภาพสูงกว่าการที่มีนายสมัคร เป็นนายก  แต่ก็เกิดปัญหาจากการไม่ยอมรับจากสังคมเช่นเดียวกัน
       กล่าวโดยสรุป ไม่ว่ารูปแบบรัฐบาลผสมภายหลังการเลือกตั้งจะปรากฏออกมาในรูปแบบไหนก็ตาม ก็ยากที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพขึ้นได้
4.                  ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น   ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ส่งผลให้ประชาชนมีอำนาจในการตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงมากขึ้น  รวมทั้งทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากขึ้น หากมีรัฐบาล องค์กรของรัฐ และระบบราชการมีการจัดการการมีส่วนร่วมที่ไร้ประสิทธิภาพ หากอาจสร้างปัญหาความขัดแย้งจากการมีส่วนร่วมได้มากขึ้น   
      5. ผลจากข้อ 4 ) ทำให้การคอรัปชั่นทำได้ยากขึ้น เพราะนักการเมืองมีต้นทุนในเรื่องความเสี่ยงมากขึ้น  และมีแนวโน้มจะเกิดพรรคการเมืองใหม่ที่ใช้อุดมการณ์ประชาคมประชาธิปไตย หรืออุดมการณ์อื่นๆเช่น อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  สตรีนิยม ขึ้นมา
     6. กลุ่มอำนาจเก่ายังคงสร้างความปั่นป่วนทางการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะชำระล้างความผิดที่ได้ก่อไว้ในอดีต กลุ่มนี้จะแสดงการขัดขวางการกระทำทางการเมืองหรือกฎหมายใดๆที่ส่งผลในเชิงลบต่อตนเอง ขณะเดียวกันก็พยามผลักดันให้ออกกฎหมายหรือมาตรการที่สร้างผลบวกให้กับตนเอง ซึ่งอาจเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นเช่นเดียวกัน
7.      ศาลมีบทบาททางสังคมการเมืองมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยงพอสมควร เพราะหากศาลขาดความมั่นคงในจุดยืนหรือไม่อาจต้านแรงกดดันได้ อาจทำให้เกิดวิกฤติความน่าเชื่อขึ้นมาได้   ดังนั้นการที่ศาลจะเป็นหลักให้สังคมได้นั้นจะต้องรักษาอุดมการณ์และจุดยืนบนพื้นฐานของความยุติธรรมอย่างเข้มแข็ง
8.      สังคมไทยขาดแคลนผู้นำทางการเมือง ขณะที่ผู้คนเบื่อหน่ายนักการเมืองเก่า แต่ก็ยังมีนักการเมืองหน้าใหม่เข้าสู่สนามการเมืองน้อย
9.      การเลือกตั้งในระยะ 5 – 10 ปี นี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง โดยนโยบายของพรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเลือกพรรคและนักการเมืองมากขึ้น ขณะที่เงินและระบบอุปถัมภ์ก็ยังคงมีบทบาทที่สำคัญในการเลือกตั้งของชนชั้นชาวบ้าน
10.  มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการรัฐประหาร แต่ค่อนข้างน้อย ยกเว้นจะเกิดวิกฤติที่ไม่คาดฝันที่เกี่ยวข้องสถาบันสำคัญทางสังคมบางสถาบัน  วิกฤติดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะสับสนอลหม่านทางการเมืองและสังคม อันอาจเป็นเหตุผลให้ทหารต้องออกมารัฐประหารอีกครั้ง



[1] บทความนี้เขียนช่วงเดือนสิงหาคม 2550  เสนอในเวทีสัมมนาที่นิด้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น