ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

บทความ

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย ตรรกะของความเหมาะสม

ตรรกะของความเหมาะสม พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต โดยปกติตรรกะหลักที่มนุษย์ใช้ในการปฏิบัติมีสองประเภทคือตรรกะของความเหมาะสม กับตรรกของผลสืบเนื่อง  ตรรกะของความเหมาะสมเป็นเรื่องที่มนุษย์นำมาพิจารณาเพื่อตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำโดยอ้างอิงกับบทบาทหน้าที่และบริบทของสังคม  ส่วนตรรกะของผลสืบเนื่องนั้นมีสาระหลักว่า มนุษย์ตัดสินใจกระทำโดยพิจารณาว่าผลสืบเนื่องที่ตนเองได้รับคืออะไร หากมนุษย์ประเมินว่าผลสืบเนื่องเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ก็จะกระทำ  แต่หากประเมินแล้วว่า การทำสิ่งใดทำให้ตัวเองเสียประโยชน์ ก็จะไม่ทำ ตรรกะของความเหมาะสมเป็นกฎเกณฑ์หรือปทัสถานทางสังคมซึ่งมีอยู่สองประเภทใหญ่ๆคือ ตรรกะของความเหมาะสมแบบทั่วไปที่สมาชิกทุกคนในสังคมอ้างอิงร่วมกันในการกระทำทางสังคมอย่างใดอย่างหนึ่ง กับตรรกะของความเหมาะสมแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์หรือปทัสถานทางสังคมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ ตรรกะของความเหมาะสมแบบทั่วไปที่พลเมืองในแต่ละสังคมกำหนดขึ้นมาอาจมีความแตกต่างกัน บางสังคมกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน  ไม่ว่าจะมีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมแตก...

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย ชาวโลกไม่เอานักการเมืองขยะ

ชาวโลกไม่เอานักการเมืองขยะ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต                 ในทศวรรษนี้ กระแสการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนเกิดขึ้นทั่วโลก  ประชาชนหลายประเทศได้ลุกออกจากบ้านเดินสู่ท้องถนนเพื่อต่อต้านนักการเมือง “ขยะ”  และพยายามขจัดมลพิษของระบบการเมืองให้จางหายไป                 นักการเมืองขยะ คือนักการเมืองที่มีความฉ้อฉล ทุจริตคอรัปชั่น กอบโกยโกงกินบ้านเมือง ลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจอย่างไม่ชอบและไม่เป็นธรรม  ล้างความผิด ฟอกอาชญากร ทั้งยังประพฤติตัวเป็นมาเฟีย ข่มขู่คุกคามเล่นงานข้าราชการที่พูดความจริงและประชาชนที่ไม่ใช่พวกพ้องฝ่ายตน   ขณะเดียวกันก็ปรนเปรอมวลชนที่สนับสนุนตนเองด้วยงบประมาณของรัฐ  เล่นพวกเล่นพ้อง แต่งตั้งคนที่ยืนยอมรับใช้ตนเองในตำแหน่งสำคัญโดยไม่คำนึงถึงความสามารถ                   นักการเมืองขยะมีอยู่ในทุกประเทศในโลก...

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย ความเดือดร้อนของประชาชนคือเหยื่ออันโอชะของ “นักฉวยโอกาส” และ “นักเลี้ยงปัญหา”

ความเดือดร้อนของประชาชนคือเหยื่ออันโอชะของ “นักฉวยโอกาส” และ “นักเลี้ยงปัญหา” พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ทำให้ผมมองว่าแบบแผนความคิดของตัวแสดงทางการเมืองของสังคมไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  การแข่งขันกันโดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตทางการเมืองเป็นสิ่งที่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างแพร่หลาย  เราจึงเห็นการช่วยเหลือประชาชนแบบฉาบฉวย แล้วสร้างกระแสข่าวสารอย่างใหญ่โต เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ของความเป็นคนดีที่ไม่ทิ้งประชาชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การใช้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเครื่องมือในการหาเสียงสร้างคะแนนนิยมและเป็นบันไดไต่ไปสู่ความสำเร็จเป็นแบบแผนการปฏิบัติที่นักการเมืองไทยและข้าราชการจำนวนมากใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักมาอย่างยาวนาน ด้วยพวกเขาเชื่อว่าวิธีการแบบนี้มีสมรรถนะในการตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้  เงื่อนไขที่ทำให้แบบแผนการปฏิบัติที่เน้น “การช่วยเหลือผู้เดือดร้อนแบบฉาบฉวย” กลายเป็นวิธีการที่มีพลังและผู้คนในแวดวงการเมืองและราชการนิยมนำไปใช้กันอยู่เป็นประจำมีอย่างน้อยสามประการคือ ความง่ายในการปฏิบัติ   ...

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย ความคลั่งไคล้การพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นวัตถุแบบมืดบอด

ความคลั่งไคล้การพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นวัตถุแบบมืดบอด พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต หากสังคมใดยังดำรงอยู่ โดยไม่ถูกทำลายล้างให้ย่อยยับจนปราศจากผู้คนอาศัย ย่อมเป็นการยากที่มนุษย์ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใดก็ตาม จะสามารถทำให้สังคมหยุดนิ่งได้  การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกขณะด้วยการเคลื่อนไหวทางความคิด ความปรารถนาและการปฏิบัติของมนุษย์  นวัตกรรมทั้งในรูปวัตถุ เทคโนโลยี กฎเกณฑ์ ค่านิยมและแบบแผนการปฏิบัติเกิดขึ้นมาแข่งขันกับสิ่งดั้งเดิมที่ดำรงอยู่ในทุกอาณาบริเวณของสังคม  เทคโนโลยี กฎกณฑ์และแบบแผนปฏิบัติใหม่ๆทางสังคมที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมามักทำในนามของความเจริญก้าวหน้าของสังคม ความมีประสิทธิภาพ การเพิ่มความมั่งคั่ง และการเพิ่มความสะดวกสบายแก่มนุษย์เป็นหลัก มีอยู่บ้างที่ถูกทำในนามของความยุติธรรม ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพของมนุษย์  บ่อยครั้งที่เราเห็นแบบแผนความคิดและการปฏิบัติใหม่ๆสามารถไปด้วยกันได้กับแบบแผนเก่า ผสมผสานกันดำรงอยู่คู่ขนานกันไปในสังคม แต่ก็มีแบบแผนใหม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจดำรงอยู่ร่วมกันได้กับแบบแผนเก่า มีการแข่งขัน ต่อสู้ในหลากหลายมิติ บางครั้งก็พัฒนาไปสู่ความขัดแย้...

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย คนไทยดิจิตอล 4.0 VS คนไทยจริยธรรม 5.0

                                      คนไทยดิจิตอล 4.0 VS คนไทยจริยธรรม 5.0                                                                               พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เห็นการประชาสัมพันธ์เรื่องประเทศไทย 4.0  และคนไทย 4.0  โดยเชื่อมโยงการพัฒนาประเทศกับระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีดิจิตอลแล้ว  ผมคิดว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการพัฒนาควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนาเพื่อยกระดับเหตุผลทางจริยธรรมเชิงปฏิบัติของสังคมไทยให้สูงขึ้น เพราะการเป็นมนุษย์เศรษฐกิจหรือ “มนุษย์ดิจิตอล” อย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะทำให้ประ...

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย การเมืองเรื่องการปฏิรูปและปรองดองกับคำถามเรื่องชีวิตและสังคมที่ดี

การเมืองเรื่องการปฏิรูปและปรองดองกับคำถามเรื่องชีวิตและสังคมที่ดี พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ทุกวันนี้การถกเถียงทางการเมืองของสังคมไทยหมุนวนอยู่ในเรื่องของการปฏิรูปและการปรองดอง บุคลากรและงบประมาณจำนวนมหาศาลของประเทศถูกใช้ไปเพื่อทำงานในเรื่องเหล่านี้ คณะกรรมการหลากหลายชุดถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาแสวงหาแนวทาง ยุทธศาสตร์และมาตรการสำหรับการปฏิรูปและปรองดอง แต่ละชุดก็มีผลผลิตที่ได้มีการจัดพิมพ์และเผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะ  แต่ทว่าการยอมรับและการนำไปปฏิบัติกลับมีน้อยยิ่งนัก การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะเดิมที่เราคิดว่าเป็นปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไปสู่สภาวะใหม่ที่เราคาดหวังว่าจะทำให้ปัญหาเดิมคลี่คลายลง   แต่การทำเช่นนี้อาจทำให้มีปัญหาเพิ่มขึ้นก็ได้ เพราะว่าในสังคมมีกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มซึ่งได้รับประโยชน์และพึงพอใจอยู่กับสภาวะหรือปัญหาเดิม  หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นย่อมทำให้คนกลุ่มนี้สูญเสียผลประโยชน์บางส่วนไป และนั่นจะนำไปสู่การต่อต้านการเปลี่ยนแปลงได้ สภาวะเดิมอะไรบ้างของสังคมที่ได้รับการมองว่าเป็นปัญหาขึ้นอยู่กับความคิดร่วมของคนในสังคมว่าอะไรคือสังคมที่ดีและอะไรคือชีวิ...

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ว่าด้วย การปะทะกันของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่กับแบบเก่า

การปะทะกันของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใหม่กับแบบเก่า พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เมื่อปลายศตวรรษที่ยี่สิบ ( 1998) เทอรี่ นิโคลส์ คล๊าก และ วินเซนต์ ฮอฟฟ์แมนน์-มาร์ตินอท ได้ร่วมกันเป็นบรรณาธิการผลิตหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ วัฒนธรรมการเมืองใหม่ ( the new political culture)  หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นสามส่วน  ส่วนแรกเป็นกรอบแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองใหม่เพื่อใช้ในการตีความ ว่าอะไรเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนที่ไหน และทำไมจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง   ส่วนที่สองเน้นการตอบคำถามว่าวัฒนธรรมการเมืองใหม่อุบัติขึ้นที่ไหนและทำไม   และส่วนที่สาม เกี่ยวกับคำถามที่ว่าพรรคการเมืองและโครงสร้างแบบลำดับชั้นก่อให้เกิดทิศทางใหม่เกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นทางการเมืองและนโยบายอย่างไร   ผมเห็นว่าเป็นหนังสือที่น่าสนใจจึงนำบางส่วนมาถ่ายทอดให้ลองอ่านกันดู  อันจะเป็นประโยชน์ในการนำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบเพื่อทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศไทยต่อไป ในช่วงสังคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะช่วงต้นและกลางศตวรรษที่ยี่สิบ วัฒนธรรมการเมืองของโลกตะวันตกได้รับอิทธิพลจากเรื่...